:: Something to be presented ::

Blog EntrySteve Jobs “Stay Hungry. Stay Foolish.”Jul 8, '08 7:42 AM
for everyone
Positioning Magazine ตุลาคม 2548



สุนทรพจน์ที่สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintoch

โอวาท ที่ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh แสดงในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกคอมพิวเตอร์ที่ Silicon Valley และยังคงได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้

สุนทรพจน์ วันนั้น Jobs เพียงแต่เล่าถึงบทเรียนในชีวิตของเขา 3 บท แต่เป็น 3 บทที่ทำให้เขาซึ่งแม้แต่แม่ที่แท้จริงก็ไม่ต้องการ กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

บทเรียนบท แรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า “การลากเส้นต่อจุด” เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ตัวเขาเองไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะได้ลาออกหลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย Reed College ไปได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้น Jobs กล่าวว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังไม่เกิด

แม่ที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ต้องการเลี้ยงดูเขา และตัดสินใจยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก แต่เธอมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่บุญธรรมของลูกของเธอจะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย Jobs เกือบจะได้เป็นลูกบุญธรรมของนักกฎหมายที่จบมหาวิทยาลัยและมีฐานะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่า พวกเขาไม่ต้องการเด็กผู้ชาย

กว่า Jobs จะได้พ่อแม่บุญธรรม ซึ่งต่อมาเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ก็อีกหลายเดือนหลังจากเขาเกิด เนื่องจากแม่ที่แท้จริงของเขาเกิดจับได้ว่า ว่าที่พ่อแม่บุญธรรมของ Jobs ได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริงซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของ Jobs ไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเธอก็ได้ยอมเซ็นยก Jobs ให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ Jobs ได้เรียนมหาวิทยาลัย

17 ปีต่อมา Jobs ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสมตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ไม่เคยเลี้ยงดูเขาแต่กลับต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูกที่ตนไม่เคยเลี้ยง ดู เพียง 6 เดือนในมหาวิทยาลัย Jobs ใช้เงินเก็บที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพียงชนชั้นแรงงานได้สะสมมาตลอดชีวิต หมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง Jobs ตัดสินใจลาออก เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต

แม้ ว่าตอนนี้เมื่อมองกลับไปเขาจะรู้สึกว่า การตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งใน ชีวิตของเขา เพราะการลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาปกติที่บังคับเรียนซึ่งเขา ไม่เคยชอบหรือสนใจ แต่สามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้

แต่ เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษาจึงไม่มีห้องพักในหอพัก และต้องนอนกับพื้นในห้องของเพื่อน ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงินมัดจำขวดเพียงขวดละ 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆ สัปดาห์ละหนึ่งมื้อที่วัด Hare Krishna

อย่าง ไรก็ตาม เขาชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy)

Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม

ถ้าหากเขาไม่ลา ออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ “ลากเส้นต่อจุด” หรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (คอลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น

ใน เมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

บทเรียนชีวิตบท ที่สองที่ Jobs เล่าต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย Jobs อายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน

แต่หลังจากที่เขาเพิ่ง เปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น

ข่าวการถูกไล่ออกของ เขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา Jobs กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตา และเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรอยู่หลายเดือน และถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต

แต่ความ รู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขา และเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา เพราะความหนักอึ้งของการประสบความสำเร็จได้ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการ เป็นมือใหม่อีกครั้ง และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา

ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น Jobs ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

ส่วน Apple กลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ Jobs ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้ง และเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple

Jobs กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว

ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาทของเขาคือ ความตาย เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมา ซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง

Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น

วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสีย เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อ ปีที่แล้ว เขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย

แต่ แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่าง ละเอียด ก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริง แต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว

นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตาย มากที่สุดเท่าที่ Jobs เคยเผชิญมา และทำให้ขณะนี้เขายิ่งสามารถพูดได้เต็มปาก เสียยิ่งกว่าเมื่อตอนที่เขาเพียงแต่ใช้ความตายมาเตือนตัวเองเป็นมรณานุสติ ว่า ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนเพื่อจะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น และเขาคิดว่า มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น Jobs เห็นว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของ “ชีวิต” ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ

ดังนั้น Jobs บอกว่า เวลาของคุณจึงมีจำกัด และอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนาและสัญชาตญาณของคุณจะ พาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร

Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่ม หนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหวังจะเป็นเช่นนั้นเสมอมา


Fortune ฉบับเดือนกันยายน 2548

แปลและเรียบเรียงโดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์


ขอบคุณลุงปาล์มครับ http://palmbook.multiply.com/journal/item/81


Orginal Version in English

'You've got to find what you love,' Jobs says

This is the text of the Commencement address by Steve Jobs, CEO of Apple Computer and of Pixar Animation Studios, delivered on June 12, 2005.

I am honored to be with you today at your commencement from one of the finest universities in the world. I never graduated from college. Truth be told, this is the closest I've ever gotten to a college graduation. Today I want to tell you three stories from my life. That's it. No big deal. Just three stories.

The first story is about connecting the dots.

I dropped out of Reed College after the first 6 months, but then stayed around as a drop-in for another 18 months or so before I really quit. So why did I drop out?

It started before I was born. My biological mother was a young, unwed college graduate student, and she decided to put me up for adoption. She felt very strongly that I should be adopted by college graduates, so everything was all set for me to be adopted at birth by a lawyer and his wife. Except that when I popped out they decided at the last minute that they really wanted a girl. So my parents, who were on a waiting list, got a call in the middle of the night asking: "We have an unexpected baby boy; do you want him?" They said: "Of course." My biological mother later found out that my mother had never graduated from college and that my father had never graduated from high school. She refused to sign the final adoption papers. She only relented a few months later when my parents promised that I would someday go to college.

And 17 years later I did go to college. But I naively chose a college that was almost as expensive as Stanford, and all of my working-class parents' savings were being spent on my college tuition. After six months, I couldn't see the value in it. I had no idea what I wanted to do with my life and no idea how college was going to help me figure it out. And here I was spending all of the money my parents had saved their entire life. So I decided to drop out and trust that it would all work out OK. It was pretty scary at the time, but looking back it was one of the best decisions I ever made. The minute I dropped out I could stop taking the required classes that didn't interest me, and begin dropping in on the ones that looked interesting.

It wasn't all romantic. I didn't have a dorm room, so I slept on the floor in friends' rooms, I returned coke bottles for the 5¢ deposits to buy food with, and I would walk the 7 miles across town every Sunday night to get one good meal a week at the Hare Krishna temple. I loved it. And much of what I stumbled into by following my curiosity and intuition turned out to be priceless later on. Let me give you one example:

Reed College at that time offered perhaps the best calligraphy instruction in the country. Throughout the campus every poster, every label on every drawer, was beautifully hand calligraphed. Because I had dropped out and didn't have to take the normal classes, I decided to take a calligraphy class to learn how to do this. I learned about serif and san serif typefaces, about varying the amount of space between different letter combinations, about what makes great typography great. It was beautiful, historical, artistically subtle in a way that science can't capture, and I found it fascinating.

None of this had even a hope of any practical application in my life. But ten years later, when we were designing the first Macintosh computer, it all came back to me. And we designed it all into the Mac. It was the first computer with beautiful typography. If I had never dropped in on that single course in college, the Mac would have never had multiple typefaces or proportionally spaced fonts. And since Windows just copied the Mac, its likely that no personal computer would have them. If I had never dropped out, I would have never dropped in on this calligraphy class, and personal computers might not have the wonderful typography that they do. Of course it was impossible to connect the dots looking forward when I was in college. But it was very, very clear looking backwards ten years later.

Again, you can't connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something — your gut, destiny, life, karma, whatever. This approach has never let me down, and it has made all the difference in my life.

My second story is about love and loss.

I was lucky — I found what I loved to do early in life. Woz and I started Apple in my parents garage when I was 20. We worked hard, and in 10 years Apple had grown from just the two of us in a garage into a $2 billion company with over 4000 employees. We had just released our finest creation — the Macintosh — a year earlier, and I had just turned 30. And then I got fired. How can you get fired from a company you started? Well, as Apple grew we hired someone who I thought was very talented to run the company with me, and for the first year or so things went well. But then our visions of the future began to diverge and eventually we had a falling out. When we did, our Board of Directors sided with him. So at 30 I was out. And very publicly out. What had been the focus of my entire adult life was gone, and it was devastating.

I really didn't know what to do for a few months. I felt that I had let the previous generation of entrepreneurs down - that I had dropped the baton as it was being passed to me. I met with David Packard and Bob Noyce and tried to apologize for screwing up so badly. I was a very public failure, and I even thought about running away from the valley. But something slowly began to dawn on me — I still loved what I did. The turn of events at Apple had not changed that one bit. I had been rejected, but I was still in love. And so I decided to start over.

I didn't see it then, but it turned out that getting fired from Apple was the best thing that could have ever happened to me. The heaviness of being successful was replaced by the lightness of being a beginner again, less sure about everything. It freed me to enter one of the most creative periods of my life.

During the next five years, I started a company named NeXT, another company named Pixar, and fell in love with an amazing woman who would become my wife. Pixar went on to create the worlds first computer animated feature film, Toy Story, and is now the most successful animation studio in the world. In a remarkable turn of events, Apple bought NeXT, I returned to Apple, and the technology we developed at NeXT is at the heart of Apple's current renaissance. And Laurene and I have a wonderful family together.

I'm pretty sure none of this would have happened if I hadn't been fired from Apple. It was awful tasting medicine, but I guess the patient needed it. Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith. I'm convinced that the only thing that kept me going was that I loved what I did. You've got to find what you love. And that is as true for your work as it is for your lovers. Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do. If you haven't found it yet, keep looking. Don't settle. As with all matters of the heart, you'll know when you find it. And, like any great relationship, it just gets better and better as the years roll on. So keep looking until you find it. Don't settle.

My third story is about death.

When I was 17, I read a quote that went something like: "If you live each day as if it was your last, someday you'll most certainly be right." It made an impression on me, and since then, for the past 33 years, I have looked in the mirror every morning and asked myself: "If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?" And whenever the answer has been "No" for too many days in a row, I know I need to change something.

Remembering that I'll be dead soon is the most important tool I've ever encountered to help me make the big choices in life. Because almost everything — all external expectations, all pride, all fear of embarrassment or failure - these things just fall away in the face of death, leaving only what is truly important. Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose. You are already naked. There is no reason not to follow your heart.

About a year ago I was diagnosed with cancer. I had a scan at 7:30 in the morning, and it clearly showed a tumor on my pancreas. I didn't even know what a pancreas was. The doctors told me this was almost certainly a type of cancer that is incurable, and that I should expect to live no longer than three to six months. My doctor advised me to go home and get my affairs in order, which is doctor's code for prepare to die. It means to try to tell your kids everything you thought you'd have the next 10 years to tell them in just a few months. It means to make sure everything is buttoned up so that it will be as easy as possible for your family. It means to say your goodbyes.

I lived with that diagnosis all day. Later that evening I had a biopsy, where they stuck an endoscope down my throat, through my stomach and into my intestines, put a needle into my pancreas and got a few cells from the tumor. I was sedated, but my wife, who was there, told me that when they viewed the cells under a microscope the doctors started crying because it turned out to be a very rare form of pancreatic cancer that is curable with surgery. I had the surgery and I'm fine now.

This was the closest I've been to facing death, and I hope its the closest I get for a few more decades. Having lived through it, I can now say this to you with a bit more certainty than when death was a useful but purely intellectual concept:

No one wants to die. Even people who want to go to heaven don't want to die to get there. And yet death is the destination we all share. No one has ever escaped it. And that is as it should be, because Death is very likely the single best invention of Life. It is Life's change agent. It clears out the old to make way for the new. Right now the new is you, but someday not too long from now, you will gradually become the old and be cleared away. Sorry to be so dramatic, but it is quite true.

Your time is limited, so don't waste it living someone else's life. Don't be trapped by dogma — which is living with the results of other people's thinking. Don't let the noise of others' opinions drown out your own inner voice. And most important, have the courage to follow your heart and intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is secondary.

When I was young, there was an amazing publication called The Whole Earth Catalog, which was one of the bibles of my generation. It was created by a fellow named Stewart Brand not far from here in Menlo Park, and he brought it to life with his poetic touch. This was in the late 1960's, before personal computers and desktop publishing, so it was all made with typewriters, scissors, and polaroid cameras. It was sort of like Google in paperback form, 35 years before Google came along: it was idealistic, and overflowing with neat tools and great notions.

Stewart and his team put out several issues of The Whole Earth Catalog, and then when it had run its course, they put out a final issue. It was the mid-1970s, and I was your age. On the back cover of their final issue was a photograph of an early morning country road, the kind you might find yourself hitchhiking on if you were so adventurous. Beneath it were the words: "Stay Hungry. Stay Foolish." It was their farewell message as they signed off. Stay Hungry. Stay Foolish. And I have always wished that for myself. And now, as you graduate to begin anew, I wish that for you.

Stay Hungry. Stay Foolish.

Thank you all very much.

http://news-service.stanford.edu/news/2005/june15/jobs-061505.html

Youtube Video: http://www.youtube.com/watch?v=D1R-jKKp3NA




http://www.ngthai.com/ng%5Fad/PhotoContest2008/images/pic01.jpg

ขอเชิญผู้ที่รักการถ่ายภาพร่วมส่งผลงานเข้าประกวด “National Geographic International Photography Contest 2008” เพื่อค้นหาสุดยอดภาพถ่ายระดับ
ประเทศ 3 ประเภท ได้แก่ ภาพบุคคล ภาพธรรมชาติ และภาพทิวทัศน์ ชิงรางวัลเงินสด 30,000 บาท ตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ ภูเก็ต รางวัลละ 2 ที่นั่ง พร้อมประกาศนียบัตร

นอกจากนี้ ภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศทุกประเภท ยังได้เข้าร่วมชิงชัยกับ ผู้ชนะจากประเทศต่างๆทั่วโลก เจ้าของภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการ
ประกวดภาพถ่ายนานาชาติ จะได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพ-สหรัฐอเมริกา จากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา


หมดเขต 19 กันยายน ศกนี้ครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.ngthai.com/ng_ad/PhotoContest2008/

ขอบคุณพี่ DektalayP ที่แจ้งข่าวครับผม

http://www.ngthai.com/ng%5Fad/PhotoContest2008/images/pic_h1.jpg

เคล็ดลับถ่ายภาพ
คุยกับผู้คนด้วยความนอบน้อมและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ แล้วคุณจะไม่ต้องถ่ายภาพอย่าง“หลบๆซ่อนๆ”
ใช้กล้องดิจิทัลเพื่อให้คนที่คุณถ่ายได้เห็นภาพของตนเอง แล้วคุณจะทำงานง่ายขึ้น
ระวังแสงจากด้านหลัง เว้นแต่ว่าคุณตั้งใจให้ภาพออกไปในแนวเงาทึบ (Silhouette)
รู้จักพลิกแพลง เช่น ให้คนที่เป็นแบบอยู่มุมภาพ ถ่ายจากมุมต่างๆ และลองใช้แนวทางสร้างสรรค์ใหม่ๆ
ทำตัวราวกับล่องหน นั่นคือ ย่องเหมือนแมว แต่งตัวให้เหมาะสม และพกอุปกรณ์แต่น้อย
 
          มกกี สตีเบอร์ หลงใหลการถ่ายภาพผู้คน ตั้งแต่ตอนที่เธอตัดสินใจว่า การเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสช่างไม่น่าตื่นเต้นเอาเสียเลย เธอบอกว่า “ในฐานะช่างภาพ เราขอให้ผู้คน
เปิดเผยตัวตนและความรู้สึกออกมาต่อหน้าเราและโลก เราจึงควรเข้าหาผู้คนด้วยความนอบน้อมถ่อมตน และควรเตรียมใจที่จะเผยความรู้สึกของเราต่อคนอื่นเช่นกัน” เธอเสริมว่า
“การใช้เวลาอยู่กับผู้คนจะช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และแสดงให้เห็นว่าคุณสนใจพวกเขาจริงๆ”

          การ ค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์จะช่วยเพิ่มมิติให้กับภาพถ่าย อีกด้วย แมกกีบอกว่า“ศิลปะและวรรณกรรมจะทำให้คุณรู้ว่า อะไรทำให้คนกลุ่มหนึ่งมีความ
พิเศษแตกต่าง จงเดินทางด้วยใจที่เปิดกว้าง ปราศจากอคติ และปล่อยให้ผู้คนสอนคุณ เหมือนตอนที่ฉันไปเฮติเพื่อถ่ายภาพเมืองที่ตกอยู่ในความไม่สงบ แต่เพราะฉันอ่านเกี่ยวกับ
วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของที่นั่นมาก่อน ฉันจึงค้นพบว่าผู้คนที่นั่นมีความงดงาม ความลี้ลับ และเปี่ยมจินตนาการ ชาวเฮติอยู่ได้ด้วยไหวพริบ พวกเขามองทะลุถึงจิตใจคุณ และ
เมื่อฉันตั้งใจฟัง จึงได้พบว่าพวกเขามีบุคลิกหลายหลาย ทั้งขี้เล่น อ่อนโยน และดุดัน ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง”

          สตี เบอร์เห็นผู้คนมาแล้วสารพัด ทั้งคนร่ำรวย คนยากจน ผู้ทรงอิทธิพล และคนเล็กคนน้อย เธอทิ้งท้ายว่า “การถ่ายภาพบุคคลทำให้ฉันได้เห็นโลกในแง่มุมอันพิเศษหลากหลาย
ทำให้ชีวิตฉันรุ่มรวยขึ้น เพราะผู้คนเหล่านั้นให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาค่ะ”
 
เกี่ยวกับภาพถ่าย
          นัก ชีววิทยา เฟอร์นันโด นอตเทอโบห์ม ผู้ศึกษาเกี่ยวกับความทรงจำของนก ร่วมมือกับสตีเบอร์ในการถ่ายภาพที่น่าประทับใจเช่นภาพนี้ “นี่เป็นการถ่ายภาพที่สื่อถึง
วิทยาศาสตร์ทางอ้อม พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการเติมแง่มุมความเป็นมนุษย์ให้กับวิทยาศาสตร์” สตีเบอร์ซึ่งมีพ่อแม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทั้งคู่ กล่าว

ทำความรู้จักกับแมกกี สตีเบอร์และผลงานของเธอได้ที่ www.maggiesteber.com

http://www.ngthai.com/ng%5Fad/PhotoContest2008/images/pic_h2.jpg

เคล็ดลับถ่ายภาพ
สอดส่ายสายตาอย่าให้มีสิ่งแปลกปลอมมากวนภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟ สายโทรศัพท์ หรือรั้ว เพราะนั่นจะลดทอนความงามของธรรมชาติ
เก็บภาพภูมิทัศน์แต่ละแห่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัน โดยมากจะเป็นในช่วงเช้าตรู่หรือก่อน พระอาทิตย์ตก ตอนที่แสงเงาดูมีมิติ
ก่อนลงมือถ่าย ลองหันไปรอบๆ และเลือกทิศทางของแสงที่ดีที่สุด
เลือกมุมมองที่ดีที่สุดในการถ่าย ไม่ว่าจะเป็นระดับสายตา มุมสูง หรือจากมุมต่ำ
ลืมแฟลชไปได้เลย เพราะถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ภาพนั้นจะไร้อารมณ์ความรู้สึก
 
          จเอ ล ซาร์โทรี เป็นนักเล่าเรื่องตัวยง ภาพของเขาบอกเล่าเรื่องราวที่สะเทือนใจ ไม่ว่าจะเป็นฉากการไล่ล่าของหมีกริซลีจอมโหดในมอนแทนา หรือช่วงเวลาอันยากลำบาก
ของหมีขั้วโลกในอะแลสกา เขาบอกว่า “มนุษย์เราใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุมทุกสิ่ง ทุกอย่าง แม้กระนั้นธรรมชาติก็อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ภาพถ่ายของผม
ต้องการจะบอกว่า ‘นี่ ทุกคน อย่าละเลยธรรมชาตินะ เพราะคุณนั่นแหละที่จะได้รับผลจากการกระทำนั้น”

          ซาร์ โทรีจะคอยมองหาองค์ประกอบที่ทำให้ภาพถ่ายบอกเล่าเรื่องราวได้มากขึ้น เช่น ภาพหมีขั้วโลกในอะแลสกาภาพนี้ สามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงความเปราะบางของ
สภาพแวดล้อมในทวีปแอนตาร์กติก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่ง การอพยพย้ายถิ่นของวาฬ สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และภาวะโลกร้อน เขาเล่าว่า “เจ้าหมีขั้ว
โลกไม่สนใจหรอกว่าคุณทำงานให้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก คุณต้องเคารพและอย่าไปรบกวนพวกมันเช่นเดียวกับการถ่ายภาพสัตว์อื่นๆทุกชนิด ภาพสัตว์ที่กำลังวิ่งหนีช่างภาพ
ไม่ใช่ภาพที่ดีหรอกครับ”

          ซาร์โทรีแนะนำว่า “ควรถ่ายภาพตามความเป็นจริง หมีของผมเนื้อตัวมอมแมมและอยู่ไม่สุข แต่นั่นคือสิ่งที่มันเป็นจริงๆ นอกเหนือจากนี้แล้ว ภาพถ่ายจะเป็นตัวบอกเล่า และ
ร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆเอง”
 
เรื่องเล่าจากธรรมชาติ
          ผล งานของโจเอล ซาร์โทรี มุ่งเน้นระบบนิเวศที่ถูกคุกคามและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ เขาบอกว่า “ลองถามตัวเองเสมอสิครับว่า สิ่งนี้น่าสนใจพอหรือเปล่า ภาพทุกภาพจะต้อง
เร้าอารมณ์ บอกเล่าเรื่องราว กระตุ้นความคิด และมีองค์ประกอบภาพที่ดี”

ทำความรู้จักกับโจเอล ซาร์โทรี และผลงานของเขาได้ที่ www.joelsartore.com


http://www.ngthai.com/ng%5Fad/PhotoContest2008/images/pic_h3.jpg

เคล็ดลับถ่ายภาพ
คิด เสมอว่ากล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าฝนจะตกหรือพายุจะมา จงถ่ายภาพเข้าไว้ ภาพถ่ายย่อมสำคัญกว่ากล้อง
ถ่ายภาพแต่ละสถานที่ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร
ถ่ายภาพตามสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิด ปล่อยให้แต่ละสถานที่บอกเล่าเรื่องราวของตน
เลนส์มุมกว้างช่วยเพิ่มบริบทของภาพโดยการเก็บภูมิทัศน์โดยรอบ ขณะที่เลนส์ซูมช่วยแยกสิ่งที่ต้องการถ่ายออกมาได้
อุปกรณ์มากมายไม่ได้ช่วยให้คุณถ่ายภาพได้ดีเสมอไป เพราะฉะนั้นนำไปเฉพาะที่จำเป็นเพื่อความคล่องตัว
 
          อร์จ สไตน์เมตซ์ เข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยได้ครึ่งทาง เขาก็สะพายกล้องและเริ่มออกเดินทางท่องโลก ด้วยการโบกรถจากลอนดอนไปถึงซาอีร์ จอร์จหลงเสน่ห์ดินแดน
ห่างไกลที่เดินทางผ่าน และบอกตัวเองว่าจะต้องกลับไปอีกให้ได้ เพื่อถ่ายภาพภูมิประเทศเหล่านี้ในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เขาเท้าความหลังว่า “ผมฝันมานานแล้วว่าอยากถ่าย
ภาพภูมิทัศน์อันรกร้างจากเบื้องบน” หลายปีต่อมา สไตน์เมตซ์ก็พบคำตอบในพารามอเตอร์ นับแต่นั้นเขาก็ได้บันทึกภาพสถานที่ต่างๆ ทั้งทะเลทรายสะฮารา แอนตาร์กติกา เมืองจีน
และอัลติปลาโน ในอเมริกาใต้ จอร์จอธิบายว่า “คุณจะได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่จากเบื้องบน ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน ทางเดินของอูฐ สถานที่ประกอบพิธีกรรม และลวดลายใน
แสงเงายามเช้าตรู่” จอร์จพูดถึงประสบการณ์การถ่ายภาพเหนือที่ราบสูงอัลติปลาโนของโบลิเวียว่า “การขับรถข้ามทะเลเกลือ ซาลาร์เดอูยูนีในโบลิเวีย ก็เหมือนกับการแล่นเรือ
ลำเล็กๆบนทะเลสีขาวอันกว้างใหญ่ไพศาลนั่นละครับ เวลาถ่ายภาพจากเบื้องบน คุณจะรับรู้ได้ถึงมิติความกว้างใหญ่ของสถานที่ครับ”
 
ทิวทัศน์จากมุมสูง
          พารา มอเตอร์ที่มีความคล่องตัวสูงช่วยให้จอร์จ สไตน์เมตซ์ มองเห็นภูมิประเทศเบื้องล่างจากมุมมองที่น่าตื่นตาตื่นใจ ภาพที่ถ่ายในยามเช้าตรู่นี้จับภาพเงาของขบวนอูฐ
บนทะเลทรายใกล้ๆกับ วาดีมีตานในประเทศโอมาน

ทำความรู้จักกับจอร์จ สไตน์เมตซ์ และผลงานของเขาได้ที่ www.georgesteinmetz.com


Blog EntryUSA(3) - From Bryce Canyon to Capital ReefJun 7, '08 7:54 AM
for everyone
12 May 08
หลังจากที่สามวันของการเดินทางฟ้าใสตลอดทาง
จาำกเท่าที่ผมเปิด weather.com มาจะพบว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรื่อยไปจนถึงจบ Yellowstone จะเจอเมฆหนา ฝน หิมะ หนักขึ้นไปเรื่อยๆตามลำดับ T_T ดวงดีอะไรปานฉะนี้

ทางคณะออกเดินทางออกจาก Springdale กันแบบฟ้าใสๆด้วยความชะล่าใจ
การเดินทางของวันนี้ขับรถไม่ไกลมากเช่นกัน เราจะแวะชมอุทยาน Bryce Canyon ในตอนกลางวัน ผ่าน Scenic Highway 12 ที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา และไปนอนพักที่ Torrey ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ Capital Reef NP นั่นเอง

หลังจากเข้าที่พักก็คงได้เที่ยว Capital Reef นิดหน่อย เนื่องจากไม่ใช่ Highlight ของวันนี้ครับ

http://i87.photobucket.com/albums/k143/p-orbital/US/04SP-TR-1.jpg

ที่ Bryce Canyon (อ่านว่า ไบรซ์-แคน-ยอน) นี้มีจุดชมวิวที่ดังๆอยู่ 3 ที่ครับ คือ Sunrise, Sunset และ Bryce Point ซึ่งจะเรียงกันมาเลยตั้งแต่เหนือจรดใต้
แต่ว่าพ่อผมขับรถเลยครับ 555 เลย Sunrise Point ไป ผมเลยมีเวลาเดิน Trail ของ Sunset Pt. นานหน่อย มี Navajo Loop Trail ครับ ตามที่เห็นในภาพเลย

http://www.us-national-parks.net/images/bryct.jpg

ลักษณะที่เห็นจากหน้าผา เราจะเห็นวิวรอบด้านคล้ายๆกับแพะเมืองผีครับ อธิบายไม่ถูก เอาเป็นว่าเป็นเสาหินมากมายนับพันเสากระจายไปตลอดแนว Canyon 180 องศา หากมีโอกาสได้มาค้างคืนที่นี่ ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Sunset Pt. รับรองว่ายามที่แสงทองของพระอาทิตย์สาดส่องมายังเสาปูนนับพันนับหมื่น กอปรกับมีหิมะขาวๆแต้มเพิ่มลวดลาย จะต้องเป็นวิวที่งดงามตรึงตาของผู้มาเยือนทุกคนอย่างแน่นอน (ยกเว้นฟ้าจะเน่า 555)
แต่ว่าผมก็มาเยือนตอนเที่ยงวันครับ ฟ้ามีเมฆบ้างนิดหน่อย ลงไปเดิน Trail ดีกว่า ^ ^

Trail จะเริ่มเดินจากริมหน้าผา ค่อยๆเลาะลงไปด้านล่างครับ จนลงไปถึงด้านล่างสุด ความรู้สึกจะเหมือนเดินอยู่ใน New York City เลย ฮ่าๆ เพราะเสาหินนับพันก็ล้อมรอบเราเหมือนตึกระฟ้าใน NYC นั่นเอง แต่เป็นตึกสีแดงนะครับ ^ ^




เมื่อเดินลงไปถึงด้านล่าง เราจะพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอันนึงครับ มีต้นสนอยู่สองต้นที่ช่างกล้าหาญชาญชัย สามารถลงมาเติบโตอยู่ในช่องเขาแคบๆนี้ได้ ลำต้นของมันพุ่งตรงสูงลิ่วชนิดที่ว่าต้องเสียเนื้อไม้ให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะสามารถเหยียดตัวออกไปให้พ้นช่องเขา และนำกลุ่มใบไม้อันน้อยนิดยืดคอออกไปรับแสงแดดที่ยอดแหลม ไม่ค่อยเห็นต้นสนที่ลำต้นยาวขนาดนี้โดยที่ไม่มีกิ่งก้านแตกออกมาจากลำต้นเลยครับ ธรรมชาติสร้างความน่าึทึ่งให้ผมได้เสมอจริงๆ


แหงนคอตั้งบ่าถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานทีเดียว
แต่หนทางกลับไปก็ต้องเดิน ขึ้น ขึ้น และขึ้นอย่างเดียวครับ แน่นอนว่าเดินไต่ลงมาลึกขนาดนี้ และต้องเดินย้อนกลับขึ้นไปมากขนาดนี้ มีเพียงพ่อ ผม และน้องอีกคน(กลุ่มที่ไป Angels landing) ยอมลงมาเดินเท่านั้น อิอิ
ต้องยอมรับว่าขาเดินขึ้นนี่้เหนื่อยขาดใจจริงๆ แต่ก็สนุกมากๆครับ

ออกจาก Bryce Canyon มุ่งหน้าไป Torrey นั้น ฟ้าเริ่มไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่
แม้ว่า Scenic Route 12 จะสวย และตัดผ่านภูมิประเทศหลากหลายมากๆ ตั้งแต่โตรกผา สันเขา ป่าสน ทุ่งหิมะ เขาโล้นๆ ทะเลทราย แต่เนื่องจากสภาพอากาศไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก จึงได้แค่ดูด้วยสายตาผ่านกระจกรถครับ T_T หากมีโอกาสคงได้มาขับรถไปอย่างช้าๆ ค่อยๆละเมียดความงามของธรรมชาติให้เต็มอิ่ม

เวลาบ่ายสี่โมงครึ่ง ก็เดินทางมาถึง Torrey ครับ ขับออกจากเมืองไปสักสิบกว่าไมล์ก็จะถึง Capital Reef NP แล้ว ดูเป็นอุทยานที่เงียบมากๆ แทบไม่มีคนเลย เมื่อนำไปเทียบกับ Zion หรือ Grand Canyon ที่ผ่านมาทั้งสองแห่ง แต่สภาพภูมิประเทศที่นี่ก็น่าสนใจครับ มีหินที่ถูกกัดเซาะเป็นลวดลายต่างๆมากมาย
ซึ่งถ้าแสงสวยๆ ย่อมทำให้เกิดสีที่งดงาม และภาพที่งดงามได้ (แสงเป็นตัวแปรที่สำคัญจริงๆ และขาดไม่ได้เลยในการถ่ายภาพ)

ที่ Visitor Centor จะมีหินที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ คือ Capital Dome ครับ
ดูแล้วรู้เลยว่า Capital Reef แน่นอน


Capital Reef NP มี Scenic Drive ที่โดดเด่นอยู่เส้นนึงครับ ขับไปได้ถึง Grand Wash ซึ่งอยู่ทางด้านล่างของอุทยานเลยครับ ถนนที่ตัดผ่านไปก็ตัดผ่ากลางโตรกผาเลยทีเดียว ชื่อเท่ๆก็ตั้งตามอุทยานว่า Capital Gorge สองข้างทางเป็นหน้าผาตั้ง 90 องศานับร้อยเมตร
ความรู้สึกเหมือนกับกำลังเข้าไปอีกโลกหนึ่งทีเดียวครับ
แต่เนื่องจากใกล้มืดแล้ว ก็ต้องทำเวลากันหน่อย ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้ทำ

http://i87.photobucket.com/albums/k143/p-orbital/US/DSC_1238.jpg

และขอปิดท้ายด้วยภาพนี้ครับ ถ่ายจากกระจกด้านหลังรถครับ ไม่ค่อยชัดนิดนึง T_T

http://i87.photobucket.com/albums/k143/p-orbital/US/DSC_1254.jpg

และก็กลับมาถึง Torrey โดยสวัสดิภาพ รีบทำกับข้าว กินข้าว อาบน้ำ หลับนอนกัน เตรียมพร้อมสำหรับการขับรถทางไกลในวันพรุ่งนี้ครับ ขับกันร่วมๆห้าร้อยไมล์กันเลย มุ่งหน้าสู่ Grand Teton National Park ครับ

Blog Entryรวบรวบ Gallery ExhibitionsJun 6, '08 11:17 PM
for everyone
เดือนนี้ทั้งเดือนมีนิทรรศการภาพถ่ายเยอะแยะมากมายให้เลือกชมจริงๆครับ
ผมลองรวบรวมเท่าที่ไปอ่านในหลายๆเวบ และในมัลติพลายของหลายๆท่านมา
ลองเลือกงานที่สะดวกและสนใจกันเลยครับ

1 (หมดแล้ว) นิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำอินฟาเรด ชุด "รากไทย"
นิทรรศการนี้เคยจัดที่หอศิลป์เจ้าฟ้าเมื่อตอนเดือนมีนาครับ
ผมเป็นคนนึงที่พลาดงานนี้ทั้งสองงานเหมือนกัน T_T
http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=17783
May 29 - June 4, 2008

2 C(IT)Y REVISITED เป็นงานแสดงภาพงานสุดท้ายของอาจารย์สุรัตน์ด้วยครับ แสดงร่วมกับช่างภาพอื่นๆจากหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ทั้งหมด 15 ท่านครับ
http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=17881
May 27 - June 13, 2008

3 Press Photo in Focus นิทรรศการภาพข่าวครั้งยิ่งใหญ่ โดยช่างภาพมือรางวัลทั่วโลก
http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=18128
June 18 - July 6, 2008

4 Earth from Above
http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9510000060090
June 3 - Sep 9, 2008
ปล. มีเวบไซต์ของช่างภาพท่านนี้ด้วยครับ งานสวยมากๆ งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ La Fete ครับ
http://www.yannarthusbertrand.org/index_new.htm

5 Light Moment ผลงานจาก นศ. มหาวิทยาลัยรังสิต
http://thelightmoment.com/
June 16-20, 2008

6
นิทรรศการภาพถ่าย 108 Punna: Faces of the Future
June 2-9 งาานใกล้หมดแล้ว รีบหน่อยนะครับ
http://13maysa.multiply.com/journal/item/41

7 Month of Photography : La fete
http://www.lafete-bangkok.com/thai/month-of-photography.html
งานส่วนใหญ่มีตลอดเพียงเดือนนี้เท่านั้นครับ

8 Japanese Legs - L'en dedans
http://www.kathmandu-bkk.com/exhibition_future01.html
June 14 - July 31, 2008

9 Light and Shadow of Judean Desert
http://www.iqlab.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=538695549&Ntype=1
I-Gallery, Bangkok  June 4 - 30, 2008
ขอบคุณพี่รักษ์ทะเลมากๆครับ

หากมีนิทรรศการอื่นเพิ่มเติม รบกวนบอกเพิ่มได้นะครับผม

Blog EntryUSA(2) - Zion National ParkJun 5, '08 8:20 AM
for everyone
11 May 08

เช้าๆที่ Jacob Lake อากาศดีมากๆครับ ประมาณสิบองศา เย็นกำลังสบายๆเหมือนอยู่ภาคเหนือในหน้าหนาว
วันนี้ผมจะเดินทางต่อไปที่อุทยานแห่งที่สองคือ Zion ครับ เนื่องจากมันอยู่ไม่ห่างจาก Jacob Lake สักเท่าไหร่
วันนี้ก็เลยชิลๆ ออกสายได้

http://i87.photobucket.com/albums/k143/p-orbital/US/DSC_0605.jpg

แผนที่การเดินทางตามนี้เลยครับ

http://i87.photobucket.com/albums/k143/p-orbital/US/03JL-SP.jpg

เป้าหมายของวันนี้คือไปถึง Zion ภายในสี่โมงเช้า จากนั้นก็กินข้าวเที่ยงแถวๆ Visitor Center
บ่ายๆก็เดิน Trail สักหน่อย เช่น Emerald Pool, The Narrows, หรือ Trail โหดๆ เช่น Angels Landing และ Observation Point
Hiking Trail ของที่นี่น่าสนใจหลายๆอันเลยครับ

Zion National Park จะเป็นลักษณะ Valley คล้ายๆกับ Yosemite + Grand Canyon ครับ
เส้นทางหลักของอุทยานจะขนาบข้างไปด้วยหน้าผาสูงๆ สีแดงๆ ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
โดยเมือง Springdale ที่พักของคืนวันนี้จะอยู่ติดอุทยานทางตอนใต้เลยครับ นั่งรถมาห้านาทีก็ถึง Visitor Center แล้ว อึดใจเดียว
เวลาจะเที่ยวใน Zion Valley สะดวกสบายมากครับ มีรถ Shuttle Bus บริการตลอดเส้นทาง

เราเข้า Zion จาก East Entrance ครับ (Springdale อยู่ทาง South Entrance)
ถ้าเข้าจากทางนี้เราจะพบกับเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมา ลัดเลาะหุบเขา โตรกผาไปตลอดเส้นทาง ซึ่งใครมาแนะนำเลยครับ เส้นทางสวยมากๆ และ highlight ของเส้นทางนี้จะอยู่ตรงก่อนเข้าอุโมงค์นี่ล่ะครับ

http://i87.photobucket.com/albums/k143/p-orbital/US/ZionMap800pxWide.jpg

ก่อนเข้าอุโมงค์จะมี Trail เรียกน้ำย่อย นั่นคือ Canyon Overlook Trail ครับ เป็น trail สั้นๆสักไมล์กว่าๆ ไปกลับก็สองไมล์ เดินไต่ระดับนิดเดียวครับ แต่ความคุ้มค่านั้นเรียกได้ว่าคุ้มเกินคุ้ม

เพราะทันทีที่เดินไปสุด จะเห็นจุดชมวิวแบบนี้



ถนนที่เห็นพับไปพับมาในภาพ ก็ตามที่เห็นในแผนที่เลยครับ เป็นถนนที่หลังจากออกอุโมงค์มาแล้ว

หลังจาก hike เสร็จ ก็ขับรถลุยเข้าอุโมงค์ยาวๆ และออกมาเจอถนนคดเคี้ยวมากๆ พับไปพับมาจนต้องอึ้งอีกว่าตัดถนนแบบนี้ออกมาได้ยังไง วิศวกรที่นี่เก่งเอาเรื่องเลย 555

พออิ่มกับข้าวเที่ยงที่กินกันแถวๆ Visitor Center ก็มุ่งหน้าไปที่ Zion Lodge และ Temple of Shinawava เพื่อเดิน trail สั้นๆ สองอย่างคือ Emerald Pool และ The Narrows (เป็น trail ที่สมาชิกร่วมทริปอันประกอบด้วยผู้หญิง 80% และ 100% ของผู้หญิงอายุเกิน 40 เดินกันได้อย่างสบายๆ อิอิ ทริปรุ่นพ่อรุ่นแม่ผมนั่นเองครับ)

Emerald Pool ก็เป็นแอ่งน้ำเล็กๆที่มีน้ำตกเล็ก(มากๆ) ค่อยป้อนน้ำให้กับแม่น้ำสายหลักที่ผ่าน Zion NP นั่นเอง
ส่วนแม่น้ำสายหลักที่ชื่อยาวๆว่า North Fork Virgin River นั้นก็ไหลมาจากทางตอนเหนือครับ จะมีช่วงนึงที่ไหลผ่านโตรกผาแคบๆ ซึ่งเราสามารถเดินไปได้จาก Temple of Shinawava ตรงนั้นคือ The Narrows ครับ ดูจากรูปแล้วสวยมากๆ สีของหินมีตั้งแต่เหลือง เขียว น้ำเงิน แดง ขาว

น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่แจ้งมาว่าที่ The Narrows น้ำแรงมาก จึงปิด trail ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไป
ผมจึงได้ไปเดินเล่นที่ Temple แทนครับ มี Riverside Walk พอกล้อมแกล้ม ส่วนน้ำตกที่ Emerald Pool นั้นก็ไม่ประทับใจเช่นกัน น้ำไหลน้อยมากๆ เหมือนกับไทรโยคน้อยยามหน้าแล้ง ที่เพื่อนผมให้ฉายาว่าน้ำตกปัสสาวะมด 555

เวลาล่วงเข้าไปประมาณห้าโมงเย็น ผมกับพ่อ และน้องอีกคนนึงรู้สึกอยากเดิน trail มันๆสักอันที่เดินขึ้นไปบนยอดหน้าผา ซึ่งตรงนี้มีสองตัวเลือกครับ คือ Angels Landing และ Observation Point
ดูจากระยะเวลา และระยะทางไปกลับแล้ว
Angels Landing 5 miles ใช้เวลา 4 ชั่วโมง
Observation Point 8 miles ใช้เวลา 5 ชั่วโมง
ด้วยเวลาที่จำกัด พระอาทิตย์ตกประมาณสองทุ่มครึ่ง ทำให้ต้องตัดสินใจเลือก Trail ที่สั้นกว่า และสวยน้อยกว่านั่นคือ Angels Landing ครับ
(เค้าว่า Overlook อยู่ตรงตำแหน่งที่สามารถเห็น Zion Valley ได้สวยมากๆ เสียดาย โอกาสหน้าคงได้มาครับ)

และแล้วก็นั่งรถ Shuttle มาลงที่ The Grotto ก็ปาเข้าไปหกโมงเย็นแล้ว เริ่มจ้ำกันอย่างไม่คิดชีวิตครับ เดิน เดิน และเดิน ขึ้น ขึ้น และขึ้นไปเรื่อยๆ กับทางที่พับไปพับมา แต่นับว่าเดินสะดวกมาก เพราะเทปูนไว้เกือบตลอดเส้นทาง

http://images.porbital.multiply.com/image/8/photos/60/orig/11/DSC_0767.jpg?et=EuJY9yEEohy%2Cc2WO6Ktkqg&nmid=98508263

จุดที่เดินชันๆจะมีสองแห่งครับ ที่เห็นในภาพเป็นจุดที่สอง

และเวลาผ่านไปชั่วโมงเศษ ก็เดินมาเกือบถึงยอด (เดินสปีดแบบสุดๆ) อยู่ที่ Scott Lookout ครับ เป็นจุดชมวิวที่ไว้สำหรับคนที่คิดว่าเดินไปต่อถึงยอด Angels Landing ไม่ไหวครับ เพราะถ้าเดินต่อไปต้องเกาะสายโซ่ไต่เลาะหน้าผา และไต่โซ่ไปตามสันมีด(คล้ายๆกับเขาช้างเผือก) ไปจนถึงยอด Angels ครับ แล้วแต่ช่วง

เนื่องจากใกล้มืดมากๆแล้ว และแสงเย็นก็กำลังเลียยอดหน้าผาไปตลอดแนวอย่างสวยงาม พ่อผมตัดสินใจไม่ขึ้น Angels เพราะการเดินบริเวณหน้าผาในที่มืดๆนั้นไม่ควรเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

แต่เพียงแค่ Scott Lookout นี่ก็งดงามมากๆครับ เห็นวิวได้ 360 องศาเลยทีเดียว เป็นความประทับใจในการปีนเขาครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะไม่ลืมเลยครับ

ยอดแหลมๆ ดำๆดูน่าเกรงขาม นี่แหละครับ Angels Landing

http://images.porbital.multiply.com/image/4/photos/60/orig/17/DSC_0827.jpg?et=paTV2tRx5f5xuGADowqTKg&nmid=98508263

เดินชมวิวรอบๆบริเวณนั้นสักเล็กน้อย ลองไต่โซ่พอกล้อมแกล้ม 555 ก็เดินลงมาถึงตีน Valley ด้วยสปีดอีกเช่นกัน ทำเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็กลิ้งลงหน้าผาสูงนับกิโลลงมาถึงพื้นล่างจนได้ สรุปรวมเวลาเดินเล่นด้านบน และเวลาเดินทั้งหมดใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งพอดีครับ พระอาทิตย์ตกทันทีที่มาถึง Valley floor

และแล้่วก็กลับมานอนปวดขาที่ Springdale ในคืนนั้น T_T

แถมแผนที่ยาวๆให้หนึ่งอัน ยาวมากจนไม่กล้าลงไว้ตรงกลาง blog ครับ ^ ^

http://www.nrmbc.org/Trips/Utah2005/ZionMap800pxWide.jpg

Blog EntryUSA(1) - Grand Canyon - Page - Jacob LakeMay 26, '08 8:04 PM
for everyone
สวัสดีครับ

จากที่เคยเกริ่นๆไปว่า สามสัปดาห์ก่อนไปขับรถเที่ยวกับครอบครัวมา
ตลอด 14 วัน ขับรถผ่าน 8 national parks และ 2 เมืองใหญ่ รวมระยะทางเกือบๆ 5000 ไมล์ แทบจะขับข้ามทวีปกันเลย

อยากจะมาเขียนบันทึกการเดินทางเล็กๆเก็บไว้เผื่อเป็นข้อมูลให้หลายๆคนได้อ่านกันครับ เก็บเป็นความทรงจำของตนเองด้วย ^ ^
อาจจะเล่าเรื่องและเขียนไม่เก่งนะครับ นักวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยสันทัดกับวรรณกรรม 555

8 May 2008
20.30 เครื่อง EVA air (ผมอ่านผิดๆว่าอีว่าแอร์มาโดยตลอด แต่แอร์โฮสเทสเค้าอ่านว่าอีวีเอ) ก็แตะพื้นสนามบิน LAX ที่ Los Angeles หลังจากที่ผลาญเชื้อเพลิงตลอดการเดินทางมากกว่าหมื่นกิโลเมตรตั้งแต่ถีบตัวออกจากประเทศไทย และเปลี่ยนเครื่องที่ไต้หวันสามชั่วโมง

เวลาที่นี่ช้ากว่าบ้านเรา 14 ชั่วโมงครับ ถ้าที่นี่สามทุ่ม บ้านเราก็ห้าโมงเช้า ปรับเวลาตาม daylight saving time แล้ว

อากาศที่ LA หนาวกว่าที่ผมคิดไว้มาก ตอนขากลับจาก Work and travel ปีที่แล้วก็แวะที่นี่ แต่อากาศร้อนยังกับเมืองไทย
ก่อนลงเครื่องผมตัดสินใจเก็บเสื้อกันหนาวเข้ากระเป๋า และก็พบว่าคิดผิด แต่กระนั้นก็ยังคงต้องรักษาฟอร์มต่อไปครับ หนาวแค่นี้สบายๆ

ทางคณะที่มาเที่ยวด้วยกันมีมากถึง 11 คน เป็นเพื่อนร่วมงานของพ่อและแม่ผมที่กระทรวงสาธารณสุขเกือบหมดครับ (สบช.ทั้งนั้น)
คืนวันนั้นพักที่บ้านของคนไทยที่พ่อรู้จัก อยู่แถวย่าน Temple City, LA ครับ

9 May 2008

แพลนวันนี้คือขับรถไปที่ South Rim ของ Grand Canyon ครับ
Grand Canyon เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกครับ ไม่ได้เกิดจากแม่น้ำ Colorado กัดเซาะตามที่ผมเข้าใจแต่แรก รายละเอียดอ่านได้ตามเวบไซท์ทั่วไปครับ หึหึ
ก่อให้เกิดเป็นร่องเขาลึกประมาณหนึ่งกิโลเมตรทีเดียว มี trail ลงไปเดินข้างล่างได้ครับ แต่ผมไม่มีเวลา 555

การเดินทางก็ได้เริ่มต้นขึ้นราวๆ 11.00 น. ตามแผนที่จาก google maps เลยครับ
ทริปนี้พ่อผมขับรถตาม google maps อย่างเดียว แทบไม่ต้องซื้อ maps แต่ละรัฐให้เปลืองเงินเลย ในนั้นแค่ป้อนจุดเริ่มต้น และ destination ลงไป เวบจะคำนวณเส้นทางให้ บอกเรียบร้อยเสร็จสรรพเลยว่าไปถนนสายไหน ระยะทางเท่าไหร่ เลี้ยวซ้ายตรงไหน ละเอียดระดับถนนสายเล็กๆหรือซอยบ้านเราเลยครับ
และยังบอกระยะทางรวม และเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางด้วยครับ แล้วแต่ว่าวิ่งถนนสายไหน ถ้าเป็น interstate ก็จะเ็ร็วหน่อย ทำความเร็วได้สัก 75 miles/hr ส่วนถนนสายทั่วๆไปจะอยู่ประมาณ 55 mph ครับผม

การขับรถในอเมริกาง่ายมากๆ แต่ปัญหาคือผมขับรถไม่เป็นครับ 5555

ขอ copy เส้นทางมาแปะเลยละกัน

http://i87.photobucket.com/albums/k143/p-orbital/US/01LA-GC.jpg

เนื่องจากออกจาก LA ช้าเกินไป เพราะต้องเตรียมเสบียงกันนานหน่อย ทำให้ผมไปถึง Yavapai Point ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ Grand Canyon หลังพระอาทิตย์ตกดิน ไม่มีแสงทองงามๆให้ชื่นชม

หลังจากพักที่ Lodge จัดแจงทำกับข้าว แล้วก็นอน เตรียมตื่นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนตีสี่ของวันถัดไปครับ

10 May 08

และแล้วผมก็ได้เห็นแสงเช้าที่ Grand Canyon ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ดูมันจะไม่ค่อยทองเหมือนกับที่โปสการ์ด หรือพวกหนังสือถ่ายภาพสวยๆโชว์กันสักเท่าไหร่ ทำไงดีล่ะเนี่ย สาดเทสีด้วย Selective color ดีไหม แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่ทองได้เทียบเท่ากับถ่ายของจริงอยู่ดีครับ ตัดปัญหา ปล่อยมันไปตามธรรมชาติดีกว่า สีแดงสลับส้มแต้มฟ้าของหินที่นี่ก็สวยงามมากเพียงพอเกินคำบรรยายอยู่แล้ว


Photobucket

หากตะวันขึ้นสูงมากๆ จะทำให้ contrast ลดลงอย่างมากครับ ฉะนั้นถ้าจะมาถ่ายหุบเขา Grand Canyon ต้องเลือกเวลาถ่ายอย่างมากๆ ครับ แสงสำคัญมากๆ สีของหุบเขาก็เปลี่ยนไปตลอดในแต่ละช่วงวัน และแต่ละฤดูกาล

วันนี้ตามทริปที่แพลนไว้ พ่อผมคิดว่าจะไปพักที่ Jacob lake ซึ่งอยู่ใกล้ๆ North Rim ครับ เป็นจุดชมวิวอีกด้านของ Grand Canyon ขับรถเข้าไปประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่จริงๆแล้ว เพียงแค่คุณบินข้ามหุบเขาลึกหนึ่งกิโลจาก South Rim นี้ไปเพียงแค่นิดเดียว ก็จะถึงแล้ว แต่ถ้าไม่มีปีกก็ต้องขับรถอ้อมกันอุตลุดสักเล็กน้อยครับ

http://i87.photobucket.com/albums/k143/p-orbital/US/02GC-JL.jpg

เป็นความโชคร้ายมากๆครับ สอบถามกับทางอุทยานแล้วปรากฏว่าเส้นทางจาก Jacob Lake เข้าไปที่ North Rim จะเปิดในวันที่ 15 อีกแค่ 5 วันเท่านั้นเอง
ฉะนั้นแผนที่จะเข้าไปที่ North Rim ก็เป็นอันตกไป เสียดาย ไม่มีโอกาสถ่ายแสงเย็นที่หุบเขา Grand Canyon อีกแล้ว
เวลาก็เหลือครับ ผมเลยเสนอพ่อว่างั้นลองขับไปถึง Page ดีไหม แถวนั้นมี Horseshoe Bend ที่พี่โอ๊ต(Oatta) เคยไปถ่ายมาแล้ว (และผมก็อยากไปซ้ำเหมือนกัน 555) และยังมี Antelope Canyon อีกครับ ซึ่ง Antelope นี้ดูจากรูปแล้วสวยมาก แต่ติดว่าอยู่ในที่ของคนอินเดียนแดง เขาเก็บค่าเข้าชมกันโหดมากครับ คนละ 20 เหรียญ โอ ผ่านดีกว่า ไปเดิน Horseshoe ไม่ถึงสองไมล์ ฟรีด้วย

ออกจาก Grand Canyon Lodge ทางคณะก็ขับรถเส้นเลียบหุบเขาไปที่ Desert view ครับ เป็นจุดชมวิวที่เก่าแก่และสวยมากจุดหนึ่ง อยู่แทบจะสุดหุบเขาเลย เลยจากนี้ไปรอยแยกก็เริ่มจะแคบลงแล้วครับ
ตรงจุดนี้มีหอคอยเก่าๆ ถ้ามาถ่ายแสงเย็นๆก็คงงดงามทีเดียวครับ แต่ผมมาถึงตรงจุดนี้ก็เที่ยงแล้ว
กินข้าวเที่ยงและออกไปที่ Page ครับ

Horseshoe นั้นจะอยู่ก่อนถึงเมือง Page ครับ เป็นคุ้งน้ำโค้งๆรูปตัว U ที่เห็นในแผนที่
แต่ขับมาถึง Page จนเลยไปถึงเขื่อนแล้ว เอ ทำไมยังไม่เจอล่ะนั้น ก็เลยต้องตั้งต้น ย้อนกลับไปใหม่ครับ
และแล้วก็ได้มายืนตะลึงกับคุ้งน้ำกว้างและอลังการที่อยู่ตรงหน้า


คุ้มค่ากับที่ยอมขูดเลือดกับ 10-20 จริงๆครับ ธรรมชาติที่อเมริกาช่างยิ่งใหญ่จริง
ขอขอบคุณพี่โอ๊ตด้วยครับที่แนะนำสถานที่ให้ โชคดีลมไม่ค่อยแรงนัก แต่กระนั้นก็ไม่กล้ายืนริมหน้าผาแล้วถ่ายรูปอยู่ดี ด้วยความกลัวตก จึงต้องค่อยๆนอนราบกับพื้นแล้วกดภาพนี้มาครับ

ที่ซุกหัวนอนเย็นวันนี้อยู่ที่ Jacob Lake ครับ เป็นเมืองเล็กๆกลางป่าหย่อมเดียวที่อยู่กลางทะเลทรายอีกชั้นหนึ่ง (จะเรียกว่า oasis ก็ยังได้) มีโรงแรมที่เดียว และปั้มน้ำมันที่เดียว ผมไม่เห็นอย่างอื่นนอกจากปั้มน้ำมันและโรงแรมเลยครับ แต่ที่นี่คุ๊กกี้อร่อยมากๆ และ bakery ก็โด่งดังมากเช่นกัน

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันครับ
วันต่อไปจะออกเดินทางไปที่ Zion National Park ครับ
สวัสดี

ภาพถ่ายตามลิงค์นี้เลยครับ http://porbital.multiply.com/photos/album/59/

วันนี้อ่านบทความดีๆ จากหนังสือพิมพ์มติชน เลยเอามาให้อ่านกันครับ

http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01way03160351&day=2008-03-16&sectionid=0137


วันอาทิตย์นี้ ชาวบ้านปากมูนกำลังจัดงานบุญร้อยวันเพื่อรำลึกถึง มด หรือคุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์

ต้นปีที่ผ่านมา ผมพาเพื่อนคนหนึ่งไปทำธุระที่เมืองอุบล เลยแวะไปดูเขื่อนปากมูน เพราะเพื่อนอยากดูมานานแล้ว

เพื่อนบอกว่า ได้ยินชื่อเขื่อนนี้มานานแล้ว ไม่เคยเห็นสักที

เขื่อนปากมูนตั้งกั้นแม่น้ำมูน ห่างจากปากน้ำที่ไหลไปออกแม่น้ำโขงเพียง 5 กิโลเมตร

เราขับรถผ่านอำเภอโขงเจียม แล่นเข้าไปตรงบริเวณสวนหย่อมก่อนจะถึงตัวเขื่อน ที่เคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนของชาวบ้านปากมูนสามพันกว่าคนที่ปักหลักสู้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯอย่างทรหดมานานหลายปี แต่สุดท้ายก็ถูกกลุ่มอันธพาลบุกเผาหมู่บ้านจนวอดวายสิ้น

บริเวณสวนหย่อมนี้ถูกรั้วเหล็กปิดตายอย่างถาวร ราวกับจะกลัวการลุกฮือของชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง

เราเดินไปถึงตัวเขื่อนปากมูน ที่ใช้เงินภาษีสร้างในราคาเริ่มต้น 3,000 กว่าล้านบาท กว่าจะบานปลายออกมาเป็น 6,000 กว่าล้านบาท เพื่อนที่เป็นนักธุรกิจพูดออกมาประโยคแรกว่า

"ตอนแรกผมคิดว่าคงเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ ไม่คิดว่าจะเป็นเขื่อนเล็กแค่นี้เอง แต่ทำไมสามารถสร้างความแตกแยกให้กับคนในพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านมานานนับสิบปีได้ มันจะคุ้มหรือนี่" เพื่อนกล่าวต่อว่า

"คุณรู้ไหม มูลค่าของความแตกแยกที่ผ่านมา และเวลาของทั้งสองฝ่ายที่สูญเสียไปกับความขัดแย้ง มันอาจจะมีราคามากกว่าเขื่อนนี้ก็ได้"

"แล้วเขื่อนปากมูนนี้ผลิตไฟฟ้าได้กี่เท่าไหร่" เพื่อนถามต่อ

พอได้ทราบคำตอบว่า ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียง 140 เมกะวัตต์ เกือบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของห้างสยามพารากอน ในกรุงเทพมหานคร ที่ใช้ไฟฟ้าถึง 123 เมกะวัตต์

"มันคุ้มตรงไหน สร้างเขื่อนนี้ขึ้นมาผลิตไฟฟ้าพอใช้กับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง"

เราพาเพื่อนไปดูบันไดปลาโจน ซึ่งโด่งดังไปทั่วประเทศเมื่อหลายปีก่อน จากฝีมือการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ปูพรมไปทุกสื่อว่า เขื่อนปากมูนที่ปิดขวางการเดินทางของปลาจำนวนมหาศาลจากแม่น้ำโขงที่จะเข้ามาในแม่น้ำปากมูน เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงคนอีสานตามลุ่มน้ำมูนนั้น บัดนี้สามารถแก้ปัญหาได้แล้วด้วยบันไดปลาโจน คนลำน้ำมูนจะจับปลาแม่น้ำมูนมาทำปลาร้า ปลาแดกกินกันได้ทั้งปี

บันไดปลาโจนมีลักษณะเหมือนกับทางเดินทำด้วยแท่งคอนกรีตเป็นขั้นๆ เพื่อให้ปลากระโดดขึ้นไปทีละขั้น จนสามารถไปถึงชั้นบนของเขื่อนและสามารถข้ามเขื่อนไปได้ แต่ได้ถูกนักวิชาการประมงวิจารณ์ว่าเป็นความคิดที่ล้มเหลว เพราะปลาแถบนี้ไม่ใช่ปลาที่สามารถกระโดดแบบปลาแซลมอนที่ว่ายทวนน้ำและกระโดดขึ้นชั้นน้ำตกได้

แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯก็ไม่สนใจเสียงวิจารณ์ต่างๆ นานา เดินหน้าสร้างบันไดปลาโจนจนสำเร็จ ใช้เงินลงทุนและงบฯโฆษณาหลายร้อยล้านบาท และเชิญกองทัพผู้สื่อข่าวแห่มาทำข่าวกันเอิกเกริก

ทุกวันนี้ป้ายบันไดปลาโจนถูกเอาออก เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวได้สังเกตเห็นว่า บริเวณนี้คือบันไดปลาโจน เราเดินลงไปสำรวจแท่งคอนกรีตที่ถูกทิ้งร้าง เห็นมีน้ำไหลเอื่อยๆ ราวกับไม่ถูกใช้งานมานานแล้ว

ชาวบ้านบอกว่ามันถูกปิดตายมานานแล้ว ที่ผ่านมาเคยเห็นแต่ปลาซิวตัวเล็กๆ กระโดดว่ายเล่น ไม่เคยพบปลาว่ายทวนน้ำกระโดดขึ้นไปได้เหมือนที่โฆษณาสักครั้งเลย

ทุกวันนี้เขื่อนปากมูนมีชื่อเสียงโด่งดังกว่าสถานที่หลายแห่งในตัวเมืองอุบล เพราะผู้หญิงกรุงเทพฯตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่เดินทางไปร่วมต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนกับชาวปากมูนที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ในยุคสมัย รสช.ครองอำนาจ ที่เขื่อนยังไม่ลงมือสร้าง

มด หรือวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ร่วมสู้กับชาวบ้าน ตั้งแต่ไปยืนประท้วงบนแก่ง เพื่อไม่ให้มีการระเบิดแก่ง ไปประท้วงบนศาลากลางจังหวัด บนถนนหน้าทำเนียบ หน้าที่ทำการของธนาคารโลกที่เป็นผู้ปล่อยเงินกู้รายใหญ่ในการก่อสร้างเขื่อนปากมูน

แม้ธนาคารโลกจะอนุมัติเงินกู้ แต่ก็เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของธนาคารโลก ที่มีการอนุมัติเงินกู้โดยมติไม่เป็นเอกฉันท์

พอเขื่อนสร้างเสร็จ เธอก็ยังไม่ยอมหยุดต่อสู้ ยังต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมของชาวบ้าน ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง ผู้ไม่สามารถจับปลาได้อีก จนถูกจับ ถูกตั้งข้อหาสารพัดอย่าง

แม้เขื่อนจะสร้างสำเร็จ แต่สิ่งที่มดและชาวบ้านได้ต่อสู้จนกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมก็คือ การจ่ายค่าชดเชยการสูญเสียโอกาสในการทำงาน ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน เพราะที่ผ่านมามีแต่การจ่ายค่าเวนคืนบ้านและที่ดินเท่านั้น

มดมีเพื่อนเป็นนักการเมืองทุกพรรค แต่เธอสรุปได้ว่า คนเหล่านี้เป็นมิตรที่ดี เมื่อเป็นฝ่ายค้านไม่มีอำนาจวาสนา แต่พอข้ามฟากอยู่ฝ่ายรัฐบาลก็กลายเป็นคู่กรณีทุกครั้ง

หลายครั้งที่มดถูกเพื่อนนักการเมืองคนเดือนตุลาหักหลัง จากคำพูดอันสวยหรูก่อนเป็นรัฐบาล

มดจึงเลือกที่จะยืนหยัดอยู่กับภาคประชาชนมาโดยตลอดชีวิต

มดทำให้สังคมหันมามองปัญหาของคนตัวเล็กๆ คนจนๆ อย่างจริงจัง และสรุปบทเรียนว่าการรวมพลังของเหล่าคนผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น จึงสามารถต่อรองกับอำนาจรัฐได้

มดเคยพูดว่า

"ถ้ามากันคนสองคนจะได้พบก็แต่ยาม ถ้ามี 10-20 คน อาจจะได้เจอเลขาฯศูนย์บริการประชาชน ถ้ามาเป็นร้อยจะได้เจอเลขาฯรัฐมนตรี มาเป็นพันรัฐมนตรีช่วยฯจะลงไปหา ถ้ามีสักหมื่นรั